"ข้าวตอซัง" ลดต้นทุนผลิต
เผด็จ ดวงสร้อยแดง ชาวนารุ่นใหม่ ดีกรีปริญญาตรี กล้าคิด กล้าทำ กล้าประยุกต์งาน




ยุคนี้เป็นยุคที่การศึกษาก้าวไกล เกษตรกรรุ่นใหม่เรียนจบปริญญากันแล้ว การศึกษาจะช่วยให้คนกล้าคิด กล้าทำ และกล้าประยุกต์งานที่กระทำอยู่ การทำเกษตรยิ่งได้คนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาสูงๆ มาลงมือปฏิบัติงาน ผลงานก็จะได้ดีมีคุณภาพ นั่นเป็นเพราะพื้นฐานการศึกษาช่วยให้พัฒนางานที่ทำอยู่ให้ก้าวหน้าได้

เรื่องราวของ "ข้าวตอซัง" นั้นมีมานานแล้ว และก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันตลอด คนที่อยู่ในภาคทฤษฎีก็ว่าข้าวตอซังเป็นเรื่องที่ดี สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ ส่วนคนที่ปฏิบัติอยู่ในท้องนาตัวจริงเสียงจริง บ้างก็ว่าข้าวตอซังนั้นสู้ข้าวปลูกจากเมล็ดไม่ได้ มีข้อถกเถียงโต้แย้งมากมาย

คุณเผด็จ ดวงสร้อยทอง เกษตรกรชาวนาคนหนุ่มรุ่นใหม่ แห่งบ้านหมู่ที่ 3 ตำบลห้วยพลู อำเภอนครชัยศรี เมืองข้าวสารขาว ลูกสาวสวย จังหวัดนครปฐม บอกว่า

"ผมว่าข้าวตอซังดี ที่เห็นๆ ลดต้นทุนการผลิตได้ส่วนหนึ่ง แม้ผลผลิตจะสู้ข้าวปลูกไม่ได้ แต่เฉลี่ยรายได้ต่อไร่กันแล้ว ก็ไม่ต่างกันมากน้อยเท่าไหร่"

เป็นความเห็นของคุณเผด็จ ดวงสร้อยทอง ลูกหลานชาวนาที่รับมรดกการทำนาต่อจาก คุณพ่อเดือน ดวงสร้อยทอง หลังจากที่ศึกษาเล่าเรียน จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ก็กลับมาช่วยคุณพ่อเดือนทำนา อันเป็นอาชีพหลัก อาชีพเดิมที่ตกทอดมาตั้งแต่ครั้งรุ่นปู่ รุ่นทวด เรื่อยมา

คุณเผด็จ ร่วมกับคุณพ่อเดือน ทำนาในเนื้อที่ 60 ไร่ ผลผลิตข้าวในนาแต่ละปีค่อนข้างดี มาระยะหลังหันมาทำข้าวตอซังยิ่งมีรายได้เพิ่มขึ้น กับเรื่องราคาข้าวเปลือกนั้น คุณเผด็จบอกว่า ตอนนี้ราคาดีมากๆ ถ้าเป็นเช่นนี้เรื่อยๆ ก็คงจะดีหรอก แต่ว่าราคาข้าวนั้นมีขึ้นมีลง บางปีก็ได้ราคาไม่ดีมีเหมือนกัน

"ที่นาผมปลูกข้าวพันธุ์พิษณุโลก 1 ค่อนข้างต้านทานโรคได้ดีกว่าพันธุ์อื่นๆ"

สำหรับเรื่องน้ำนั้น ที่นครชัยศรีไม่มีปัญหา คุณเผด็จบอกว่า ได้รับน้ำจากแม่น้ำท่าจีน ผันเข้ามาสู่คลองบางปลาดุก สามารถทำนาได้ปีหนึ่ง 3 ครั้ง เลยทีเดียว

ในเรื่องของข้าวตอซัง หากเปรียบเทียบกับข้าวปลูกแล้ว ตามความคิดเห็นของคุณเผด็จ กล่าวว่า ข้าวตอซังไม่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ปลูกในรุ่นที่สอง เพียงแต่เราย่ำตอซังให้ราบลง ข้าวก็จะแตกกอขึ้นมาใหม่ ส่วนข้าวหว่านต้องใช้เมล็ดหว่านทุกครั้งที่ลงมือปลูก ตรงนี้เป็นต้นทุนการผลิต

ข้าวตอซังปลูกได้ทุกฤดู แต่ช่วงฝนมักไม่ค่อยนิยมปลูกกัน เพราะหากน้ำท่วมกอจะทำให้ต้นเน่าได้ ส่วนผลผลิตนั้นข้าวหว่านจะได้มากกว่า ทั้งข้าวตอซังและข้าวหว่านมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบ ขึ้นอยู่กับเกษตรกรว่าจะตัดสินใจทำข้าวตอซังหรือไม่ ถ้าคิดอยากจะทำก็ลงมือทำได้เลย แล้วประยุกต์กลวิธีทำให้ข้าวได้ผลผลิตดี ตรงจุดนี้ก็จะไม่ต่างจากข้าวปลูกหรือข้าวหว่านแต่อย่างใด แถมจะได้เปรียบตรงต้นทุนที่ไม่ต้องใช้เมล็ดปลูกในรุ่นที่สองอีกต่างหาก และได้ปุ๋ยธรรมชาติจากการตีฟางหมักให้เป็นปุ๋ย ลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้อีก

คุณเผด็จ กล่าวว่า การทำข้าวตอซังนั้น เกษตรกรต้องใช้ข้าวปลูกหว่านก่อนในชุดแรก หลังเก็บเกี่ยวข้าวชุดแรกแล้ว จึงทำข้าวตอซังต่อในชุดที่สอง วิธีทำก็คือพอเกี่ยวข้าวเสร็จ ก็กระจายฟางโดยการย่ำตอให้ราบลงกับผืนนา ใช้รถไถย่ำให้ตอราบ ดินผืนนาต้องแห้งพอสมควรแต่อย่าให้ถึงกับแห้งมาก หรือแฉะจนเกินไป

เมื่อตอข้าวราบกับผืนนาประมาณ 10 วัน ข้าวก็จะแตกกอขึ้นมาใหม่ เพราะตอต้นข้าวเดิมยังมีรากอยู่ เมื่อต้นแตกกอสูงประมาณ 10 เซนติเมตร จึงขึ้นน้ำ สูงประมาณครึ่งหนึ่งของต้นข้าว จากนั้น 20 วัน ให้ปุ๋ยข้าวตามปกติเหมือนปลูกข้าวหว่าน โดยใส่ปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0

พอข้าวสูง 3-4 นิ้ว จึงขึ้นน้ำให้ท่วมฟาง ใส่ปุ๋ยชีวภาพ เติม พด.3 ช่วยให้ฟางย่อยสลายเร็วขึ้น เป็นการเพิ่มปุ๋ยตามธรรมชาติ ช่วยให้ข้าวสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เมื่อข้าวโตใส่ปุ๋ยเดิม สูตร 16-12-8 หรือ 18-12-6 ตรงนี้แล้วแต่นาใครนามัน แต่ละคนอาจใช้ปุ๋ยสูตรต่างกันก็ได้

ข้าวตอซังใช้เวลา 90 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว จะเร็วกว่าข้าวพันธุ์ที่ใช้ระยะเวลา 120 วัน ระหว่างที่ข้าวเจริญเติบโต ก็ต้องฉีดยาป้องกันเพลี้ยกระโดด ป้องกันเชื้อรา แถวนครชัยศรีจะมีน่ากลัวก็ตอนเพลี้ยไฟลงนานั่นแหละ นอกนั้นไม่ค่อยมีปัญหาอะไร เรื่องของโรคและศัตรูข้าวขึ้นอยู่กับพื้นที่และภูมิอากาศอีกด้วย เกษตรกรจะทราบดีว่าพื้นที่ปลูกข้าวของตนช่วงไหนอะไรจะระบาด ช่วงไหนควรฉีดยาป้องกันอะไร

คุณพ่อเดือน บอกว่า ใครหว่านข้าวแล้ว ต้นข้าวไม่โต ยืนตาย ขอแนะนำว่า อย่าเผาฟางเป็นอันขาด เพราะถ้าเผาฟางจะทำให้ดินบริเวณนั้นเค็ม เนื่องจากขี้เถ้าของฟางหรือบริเวณนั้นดินเค็มอยู่แล้วควรใส่ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกก่อน ทางที่ดีใช้ฟางหมัก เติม พด.3 ลงไป จะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน และลดความเค็มของหน้าดิน ต้นข้าวจะไม่ยืนตายนิ่ง

ส่วนเรื่องของปุ๋ยและยาป้องกันโรคกับศัตรูข้าวนั้น คุณพ่อเดือนซึ่งเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย แนะนำว่า ต้องใส่ครบสูตร อย่าชะล่าใจว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้นมา ของอย่านี้เอาแน่อะไรไม่ได้ อยู่ๆ เพลี้ยก็กระโดดมา ถ้าไม่ป้องกันไว้ก่อนก็จะเสียหายได้

ข้าวตอซังในยุคน้ำมันแพง ปุ๋ยราคาแพง คุณเผด็จ บอกว่า น่าทำมากที่สุด อย่าไปกังวลกับปัญหาต่างๆ มากเกินไป เมื่อเกิดปัญหาก็ต้องแก้และก็ต้องป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นด้วย ทางที่ดีเกษตรกรควรเข้ารับการอบรมกรรมวิธีการทำข้าวตอซังอย่างถูกต้องเสียก่อน เพราะขืนทำแบบงูๆ ปลาๆ พอเกิดอะไรขึ้นมาก็มักจะโทษว่าข้าวตอซังนั้นไม่ดี

จริงๆ แล้ว ข้าวตอซังนั้นดี ที่กล่าวกันว่าไม่ดีก็เพราะรู้ไม่จริงเสียมากกว่า

ก็เป็นข้อคิดจากเกษตรกรรุ่นใหม่ ดีกรีปริญญาตรี ที่ทำข้าวตอซังกับคุณพ่ออยู่ทุกวันนี้

 
จาก หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2551